ถ้าคุณเคยเปิดดูหลักสูตรของ Life Lab แล้วสะดุดตรงคำว่า “5 ศาสตร์” อาจมีคำถามขึ้นมาว่า เรียน NLP อย่างเดียวยังไม่พออีกหรือ
ลองนึกถึงวันที่คุณต้องเข้าไปคุยเรื่องปรับราคากับลูกค้าคนสำคัญ
ก่อนเข้าห้อง คุณยังจำได้ว่าครั้งก่อนที่ขอขึ้นราคา บรรยากาศตึงแค่ไหน
ระหว่างคุย คุณต้องเลือกคำให้ดี และต้องฟังให้ออกว่าคำว่า “เดี๋ยวขอคิดดูก่อนนะ” ของเขาหมายความว่าอะไรจริง ๆ
พอคุยจบ คุณยังต้องกลับไปบอกทีมว่าจะเดินต่อกันยังไง
ในวันเดียวกันนั้น มีทั้งเรื่องภาษาที่คุณใช้ เรื่องการฟังคนตรงหน้า เรื่องความรู้สึกที่ค้างมาจากครั้งก่อน เรื่องสภาวะของตัวเอง และเรื่องการพาคนอื่นไปต่อ
วันแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่งานต้องเกี่ยวกับคน ทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร หมอ โค้ช และนักขาย ห้าศาสตร์ในหลักสูตรของเราดูแลคนละส่วนของวันเหล่านี้ และถูกเรียงไว้ให้ใช้ด้วยกันค่ะ
1. NLP · ภาษาของความคิดและพฤติกรรม
NLP ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming เริ่มต้นจาก Richard Bandler และ John Grinder ที่ศึกษาคนที่ทำบางเรื่องได้ดีเป็นพิเศษ ว่าเขาคิด พูด และลงมืออย่างไร แล้วถอดออกมาเป็นขั้นตอนที่คนอื่นเรียนตามได้ กระบวนการนี้เรียกว่า Modeling หรือการถอดแบบ และยังเป็นหัวใจของ NLP มาจนถึงวันนี้
ถ้าในทีมขายของคุณมีคนหนึ่งที่ปิดการขายได้สม่ำเสมอ Modeling คือการถอดให้เห็นว่าเขาถามอะไร ฟังตรงไหน และตัดสินใจในจังหวะไหน จนคนอื่นในทีมทำตามได้
NLP ใช้กับตัวเองได้แบบเดียวกัน ถ้าคุณใจสั่นทุกครั้งก่อนพรีเซนต์ต่อหน้าผู้บริหาร NLP จะพาคุณไปดูว่าความกังวลนั้นมาพร้อมภาพหรือเสียงแบบไหนในหัว แล้วปรับมันทีละขั้น จนยืนพูดได้ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น ทุกขั้นตอนลงมือทำได้และวัดผลได้
2. จิตภาษาศาสตร์ · ฟังให้ออกว่าคนตรงหน้าเชื่ออะไร
ภาษาที่แต่ละคนใช้ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก คำเดียวกันจึงมีความหมายในหัวของแต่ละคนต่างกัน คนไข้สองคนพูดกับหมอว่า “ไม่เป็นไรค่ะ” เหมือนกัน คนหนึ่งอาจหมายถึงเข้าใจแล้ว อีกคนอาจหมายถึงยังกังวลอยู่แต่ไม่กล้าถาม
จิตภาษาศาสตร์คือการฟังคำที่คนพูดออกมาโดยไม่ทันคิด แล้วเห็นว่าเขาตีความเรื่องตรงหน้าแบบไหน เขาสรุปอะไรไปแล้วบ้าง และควรถามอะไรต่อให้เขาเปิดใจ
ศาสตร์นี้เกิดจากการทำงานสองภาษาของโค้ชวิวี่ ตอนนำศาสตร์จากตำราต่างประเทศมาใช้กับผู้เรียนคนไทย โค้ชพบช่องว่างอยู่ตรงกลาง ระบบประสาทของคนไทยรับและตีความภาษาต่างจากเจ้าของตำรา และจิตใต้สำนึกก็ทำงานกับคำต่างกัน
เมื่อโค้ชวิวี่เป็นคนแรกที่แปลตำราทั้งหมดเป็นภาษาไทย จึงรวบรวมสิ่งที่พบออกมาเป็นจิตภาษาศาสตร์ในภาษาไทย แล้วแปลวิธีใช้กลับเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสอนในหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษอีกทางหนึ่ง
3. Time Line Therapy® · วางเรื่องที่ค้างมาจากอดีต
Time Line Therapy® พัฒนาโดย ดร.แทด เจมส์ (Tad James) ทำงานกับ “เส้นเวลา” ที่จิตใต้สำนึกใช้เรียงความทรงจำของเรา
ลองนึกถึงทายาทที่รับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อแม่ ทุกครั้งที่เสนอไอเดียใหม่ในที่ประชุมครอบครัว ความรู้สึกแบบตอนเด็กที่ความเห็นของตัวเองถูกปัดตกก็กลับมาอีก ทั้งที่ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่และรู้เรื่องธุรกิจไม่แพ้ใคร
บางเรื่องจบไปนานแล้ว แต่ความรู้สึกยังตามมาทุกครั้งที่เจอสถานการณ์คล้ายเดิม กระบวนการนี้ช่วยให้อารมณ์ที่ค้างอยู่เบาลง เหลือไว้แต่บทเรียน และช่วยให้คุณวางภาพอนาคตที่อยากไปถึงได้ชัดขึ้น
โค้ชวิวี่เป็นคนแรกที่แปลสคริปต์ของศาสตร์นี้เป็นภาษาไทย แล้วนำมาทดลองใช้จริงในห้องเรียนของ Life Lab Academy ปรับจนได้ผลกับผู้เรียนคนไทย โดยยังเก็บ “คำสั่งฝัง” ไว้ครบทุกคำ ซึ่งเป็นคำสั่งต่อจิตใต้สำนึกที่แฝงอยู่ในประโยคธรรมดา
4. Hypnotherapy · คุยกับจิตใต้สำนึกด้วยภาษา
การสะกดจิตในห้องเรียนของเรา คือทักษะการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกับจิตใต้สำนึกโดยตรง ใช้ได้ทั้งกับตัวเองและกับคนที่คุณดูแล ห่างไกลจากภาพการแสดงบนเวทีที่หลายคนคุ้นเคย
ถ้างานของคุณคือการดูแลคน เช่น โค้ชหรือนักบำบัด ทักษะนี้ช่วยให้คุณพาคนตรงหน้าเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายและเปิดรับได้เร็วขึ้น ส่วนกับตัวเอง คุณใช้ได้ทุกครั้งที่อยากเข้าสู่สภาวะนิ่งและโฟกัสก่อนเริ่มงานสำคัญ
ผู้เรียนจะได้ฝึกครบ 3 แนวทางระดับผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ แบบให้อนุญาตของ Milton Erickson แบบใช้อำนาจของ George Estabrooks และแบบผสมของ Dave Elman เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละคน
โค้ชวิวี่เคยสะกดจิตต่อเนื่อง 30 ชั่วโมงในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพื่อช่วยคนที่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในช่วงนั้นให้กลับมาตั้งหลักทางความคิดได้อีกครั้ง และกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในวงการเทรนเนอร์สะกดจิตระดับโลก
5. NLP Coaching · พาคนไปถึงคำตอบของเขาเอง
หัวหน้าหลายคนคุ้นกับภาพนี้ ลูกทีมเดินมาถามทุกเรื่อง หัวหน้าก็ตอบให้ทุกครั้ง งานเดินได้ แต่ทีมเลยรอคำตอบจากหัวหน้าอยู่เสมอ
การโค้ชด้วย NLP คือการใช้ภาษาและคำถามที่แม่นยำ พาคนไปถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ โดยโค้ชไม่ต้องแนะนำหรือชี้นำ คนเรามักลงมือกับคำตอบที่ตัวเองคิดได้ มากกว่าคำตอบที่มีคนบอกให้
ทักษะนี้จึงใช้ได้ทั้งกับทีม กับลูกค้า และกับคนในครอบครัว ถ้าอยากรู้ว่าการโค้ชแบบนี้เป็นยังไงในชีวิตจริง อ่านต่อได้ที่บทความ “ตกลงการโค้ชมันเป็นยังไง?” ค่ะ
ห้าศาสตร์ทำงานด้วยกันยังไง
แต่ละศาสตร์ใช้แยกกันได้ ความต่างจะเกิดขึ้นตอนที่คุณรู้ครบทั้งห้า เพราะคุณจะเลือกหยิบเครื่องมือได้ตรงกับจังหวะของเรื่องตรงหน้า เหมือนวันคุยเรื่องราคาที่เล่าไว้ตอนต้น ที่เรื่องเดียวต้องใช้ทั้งการเลือกคำ การฟัง การวางเรื่องเก่า การดูแลสภาวะของตัวเอง และการพาทีมไปต่อ
ห้าศาสตร์นี้อยู่ครบตั้งแต่ระดับ Practitioner ในเส้นทาง The Trailblazer เรียนจบระดับนี้คุณจะได้ใบรับรองครบทั้ง 5 ศาสตร์ และแต่ละศาสตร์จะถูกต่อยอดให้ลึกขึ้นในระดับถัดไป
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วกำลังคิดว่า ตัวเองควรเริ่มจากตรงไหนก่อน ลองใช้เวลาสัก 7 นาทีกับแบบประเมินเส้นทางของเรา คุณจะเห็นว่าเรื่องที่อยากให้เปลี่ยนในตอนนี้ เริ่มคลายได้ที่ระดับไหน
หรือถ้าอยากคุยกันก่อน ทักมาที่ไลน์ @lifelab ได้เลยค่ะ ทีมของเรายินดีช่วยดูให้เสมอ
